วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ถ้ำเชียงดาว เป็นถ้ำที่น่าสนใจถ้ำหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

.....ถ้ำเชียงดาว เป็นถ้ำที่น่าสนใจถ้ำหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในเขต อำเภอเชียงดาว ตั้งอยู่เชิงเขาของดอยหลวงเชียงดาว ภายใน แต่ละถ้ำ มีความงามจากการเสกสรรปั้นแต่งของธรรมชาติ ชวนให้ตื่นตาตื่นใจกับปรากฏการณ์ของหินงอกหินย้อย ที่ก่อให้ เกิด รูปร่างต่างๆเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ภายในมีหินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่สวยงาม .....บางแห่งเป็นซอกหลืบ เมื่อฉายไฟ จะมีประกายระยิบระยับ สามารถจินตนาการเป็นรูปต่างๆได้มากมาย เสน่ห์อย่างหนึ่งของที่นี่อยู่ตรงที่มีน้ำใส่ไหลเย็นจากในถ้ำไหล ออกมาที่บริเวณหน้าถ้ำ เป็นอย่างนี้ชั่วนาตาปีไม่มีเหือดหาย..... และไหลมารวมกันเป็นสระน้ำมีปลาน้อยใหญ่ว่ายวนไปมา ทำให้ บรรยากาศสดชื่นและยังร่มรื่น ด้วยพันธุ์ไม้ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมากและ ตรงหน้าถ้ำนี้เองเป็นที่ตั้งของ วัดถ้ำเชียงดาว.....
.....


.....สำหรับเส้นทางเดินชมถ้ำมีหลายทางดังต่อไปนี้
- เส้นทางแรก คือ ถ้ำพระนอน เส้นทางนี้ยาว 360 ม.
- เส้นทางที่ 2 คือ ถ้ำแก้ว ถ้ำน้ำ ยาว 734 ม.
- .....เส้นทางที่ 3 คือ ถ้ำมืด ถ้ำม้า ยาว 735 ม.
สองเส้นทางหลังนี้ไม่มีไฟฟ้า ถ้าต้องการเดินชมจะมีคนนำทางและตะเกียงให้ ภายในแต่ละถ้ำ ต่างมีความงามจากการเสกสรรปั้น แต่งของธรรมชาติ. . . . . ชวนให้ตื่นตาตื่นใจกับปรากฏการณ์ของหินงอกหินย้อยที่ก่อให้เกิดรูปร่างต่างๆ มีชื่อเรียกตามลักษณะรูปทรง เช่น หินโคมไฟเทวดา หินดอกบัวบาน หินมือยักษ์ หินดอกบัวพันชั้น โดยเฉพาะภายในถ้ำแก้ว เมื่อยามกระทบแสงสว่างนั้นดูงดงาม ตระการตา เพราะจะเห็นเป็นแสงระยิบระยับคล้ายประกายของเพชรเลยทีเดียว
.....
ถ้ำเชียงดาว
.....

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่


.....
ดอยสุเทพไม่เพียงแต่เป็นที่ตั้งของวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ และพระตำหนัก ภูพิงค์ราชนิเวศน์ที่ประทับช่วงฤดูหนาวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทว่าดอยสูงแห่งนี้ยังสมบูรณ์ด้วยสภาพ ธรรมชาติทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่า โดยเฉพาะนก ประกอบกับการเดินทางเข้าถึงสะดวก เพราะเชิงดอยอยู่ห่างจาก ตัวเมืองเชียงใหม่เพียง 6 กิโลเมตร และบนเส้นทางขึ้นสู่ยอดดอยประมาณ 16 กิโลเมตร..... ก็มีสถานที่ท่องเที่ยว ต่างๆ ให้เที่ยวชมได้ตลอด ดอยสุเทพ เดิมชื่อว่า “ดอยอ้อยช้าง” สำหรับดอยสุเทพที่เรียกกันในปัจจุบันนี้เป็น ชื่อที่ได้มาจาก “พระฤาษีวาสุเทพ” ซึ่งเคยบำเพ็ญตบะอยู่ที่เขาลูกนี้เมื่อพันกว่าปีมาแล้ว
.....

ที่เที่ยวดอยสุเทพ
.....
1.อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย
.....นักบุญแห่งล้านนา ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่บุกเบิกสร้างถนนขึ้นไปบนดอยสุเทพ เมื่อปี พ.ศ.2477 ในสมัยก่อนการขึ้น ไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน เพราะไม่มีถนนสะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน ทางเดินก็แคบๆ และ ไม่ราบเรียบ ต้องผ่านป่าเขาลำเนาไพร และปีนเขาต้องใช้เวลายาวนานถึง 5 ชั่วโมงกว่าจนมี คำกล่าว ขานกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า ถ้าไม่มีพลังบุญและศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ ก็จะไม่มีโอกาสได้กราบไหว้พระธาตุ ดอยสุเทพ พระครูบาศรีวิชัย ขณะที่จำพรรษาอยู่ที่วัดศรีโสดา เริ่มชักชวนประชาชนสร้างทางจากเชิงดอยถึง วัดพระธาตุดอยสุเทพ รวมระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร โดยใช้เวลาสร้างประมาณ 6 เดือน..... ต่อมา ชาวเชียงใหม่ จึง ได้สร้างอนุสาวรีย์ ์์พระครูบาศรีวิชัยไว้เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อสักการบูชาสืบไป ใกล้กับอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย สามารถเดินไปเยี่ยมชม น้ำตกห้วยแก้วระยะทางประมาณ 300 เมตร และฝั่งตรงข้ามอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย เป็นที่ ตั้งที่ทำการอุทยานแห่่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
.....
.....2.วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร
พระธาตุประจำปีเกิดปีมะแม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความสำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ของนครเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1927 มีบันไดนาคทอดยาวขึ้นไปสู่วัด 306 ขั้นภายใน วัดเป็นที่ประดิษฐานขององค์เจดีย์ ทรงมอญ ที่ใต้ฐานพระเจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าบรรจุอยู่ วัดพระธาตุดอยสุเทพมีชื่อ เต็มว่า “วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพวรวิหาร” ซึ่งจัดได้ว่าเป็นปูชนียสถานที่ แสดงออกถึงศิลปกรรมล้านนาไทยที่สำคัญ คู่เมืองเชียงใหม่ รอบองค์พระบรมธาตุ ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1. ฉัตร 4 มุม ทำด้วยทองเหลือง สร้างโดยพระเจ้ากาวิละ กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2348 มีความ หมายว่า ฉัตรเป็นสัญลักษณ์ของความร่มเย็น ซึ่งแสดงให้ถึงความสงบร่มเย็นที่ได้รับอิทธิพล มาจาก พระพุทธ ศาสนาที่แผ่ไปในทั้ง 4 ทิศ
2. สัตติบัญชร ..... หรือ รั้วหอก ที่อยู่รอบพระธาตุ ซึ่งมีที่มาจากเหตุการณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุของโทณพราหมณ์
เมื่อภายหลังการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์แย่งพระบรมสารีริกธาตุของเมืองต่างๆ เพื่อนำไปไว้บูชาประจำเมือง โทณพราหมณ์จึงทำหน้าที่แบ่ง โดยให้ทหารถือหอกรอบล้อมพระบรมสารีริกธาตุไว้ เพื่อป้องกันการแย่งชิง จึงเป็นที่มาของรั้วหอกรอบพระบรมธาตุ
3. หอยอ&nbsp.....ลักษณะเหมือนวิหารขนาดเล็ก ประจำอยู่ 4 ด้าน ของพระบรมธาตุ ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มีความหมายถึงการบูชาหรือสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า (ยอคุณ)
4. หอท้าวโลกบาล ซึ่งเป็นหอยอดแหลมขนาดเล็ก ประจำอยู่ 4 มุมของพระบรมธาตุ หมายถึง ที่ประดิษฐาน
ของท้าวโลกบาลทั้ง 4 ซึ่งเป็นเทพที่ปกปักรักษาสิ่งสำคัญต่างๆ 4 ทิศ ทำหน้าที่รักษาพระบรมธาตุ ได้แก่
        - ท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ มียักษ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่เฝ้ารักษาทิศเหนือ
        - ท้าวธตรัฐ มีพวกคนธรรพ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาทิศตะวันออก
        - ท้าววิรูฬปักข์ มีฝูงนาคเป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาด้านทิศตะวันตก
        - ท้าววิรุฬหก มีอสูรเป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาด้านทิศใต้
.....

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

.....
แม่ริม..... อำเภออีกหนึ่งอำเภอที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่มากนัก ใช้เวลาเดินทางเพียงงไม่ถึงสี่สิบนาทีจากตัวเมือง เราก็จะได้พบกับ สถานที่ท่องเที่ยวสวยงามและน่าสนใจมากมาย เริ่มจาก ม่อนแจ่ม แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่มีวิวทิวทัศน์สวยงาม และดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิดให้เราได้ชมมากมายและด้วยการจัดตกแต่งที่ค่อยข้างจะครีเอทให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังเดินเล่นอยู่ท่ามกลางมวลหมู่ดอกไม้ ไม่ว่าจะหันไปมุมไหนก็ตาม..... ม่อนแจ่มจึงกลายเป็นสถานที่สุดแสนโรแมนติกอีกแห่งหนึ่ง ที่ไม่ควรพลาดและใ่ส่ไว้ในจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว.....

ม่อนแจ่ม

. .........
.....ม่อนแจ่ม เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านม้ง หนองหอย อ.แม่ริม   มีอากาศเย็นสบายตลอดปี มีหมอกยามเช้าให้ได้ชม สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ โดยรอบไกลสุดลูกหูลูกตา เมื่อก่อนพื้นที่ บริเวณนี้ เป็นป่ารกร้าง จนในท้ายที่สุดโครงการหลวงมาขอซื้อพื้นที่ เมื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหลวง คุณแจ่ม-แจ่มจรัส สุชีวะ หลานของ ม.จ. ภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวงได้เข้ามาพัฒนาและปรับปรุงบริเวณม่อนแจ่มให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะในลักษณะ ของแค้มปิ้งรีสอร์ท  ที่พักเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ข้างบน คือ ม่อนแจ่ม แคมปิ้ง รีสอร์ท มีร้านอาหารให้บริการ มีที่พักแบบเต้นท์พร้อมเครื่องนอน (ไม่อนุญาติให้นำเต้นท์ส่วนตัวมากางข้างบน) นอกจากนี้ก็จะมีที่พักของเอกชนต่างๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่างทางขึ้นไปม่อนแจ่ม ให้บริการอีกหลายแห่งแต่ไม่เยอะมาก.....

ม่อนแจ่ม
.....พระตำหนักดาราภิรมย์ แต่ก่อนเป็นที่ประทับของ เจ้าดารารัศมี เจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่ง หลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สวรรคต ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงย้ายกลับมาประทับที่เชียงใหม่หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เจ้าดารารัศมีทรงใช้พระตำหนักหลังนี้ปฏิบัติพระกรณียกิจอันเป็นคุณูปการทั้งทางด้านเกษตร และศิลปะวัฒนธรรม อาทิ ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงฟื้นฟูศิลปหัตถกรรมล้านนาให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวเหนือ เป็นพระตำหนักที่ประทับสุดท้ายที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงรักและผูกพันอย่างยิ่ง.....

พระตำหนักดาราภิรมย์


.....

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

ตลาดสุเทพ (ต้นพะยอม) ที่เชียงใหม่


.....ตลาดสุเทพ (ต้นพะยอม) แห่งนี้เก่าแก่หลายชั่วอายุคน เหตุที่เรียกตลาดต้นพยอม ในอดีตบริเวณนั้นคงจะมีต้นพะยอม หรือ ที่คนเมืองเรียก ต้นขะยอม ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีดอกสีขาวส่งกลิ่นหอมไกล
.....
.....เมื่อปี พ.ศ.2503 รัฐบาลได้มีมติให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ พื้นที่ป่าพะยอมบริเวณเชิงดอยสุเทพดังกล่าว และมีการสร้างสนามบินในอีกหลายปีถัดมา เมื่อมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น บรรดาพ่อค้าแม่ขายในละแวกนั้นจึงหอบกระบุงกระจาด เอาเห็ดป่า ของป่า อาหารการกินมานั่งขายบริเวณร่มไม้ใต้ต้นพะยอมใหญ่ 3 ต้น .....ใกล้ทางเข้าสนามบิน ตอนเย็นเมื่อนักศึกษาและคนทำงานเลิกงานก็จะมาแวะซื้อกัน และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของ ‘ตลาดต้นพยอม’ ที่ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้  โดยสังเกตได้จากภาพในอดีตที่คุณลุงบุญเสริม สาตราภัย ได้บันทึกไว้ เป็นภาพถนนสุเทพในปี พ.ศ.2513 ที่ยังคงมีต้นไม้น้อยใหญ่เรียงรายเต็มสองข้างทาง ราวกับป่ารก บริเวณฝั่งขวาของถนน ปัจจุบันคือคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนไม้ยืนต้นสูงชะลูดตรงสุดปลายถนนก็คือต้นพะยอมบริเวณหน้าตลาดต้นพะยอม  ในปัจจุบัน
.....
.....ตลาดสุเทพ (ต้นพะยอม) นั้นเป็นตลาดเก่าแก่ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสี่แยกที่จะขึ้นไปดอยสุเทพ ตลาดแห่งนี้มีของสารพัดที่ชาวบ้านจะนำมาขาย ทั้งอาหารสด ผัก ผลไม้ และอาหารสำเร็จรูปมากมาย เป็นตลาดที่ชาวบ้านจับจ่ายในวิถีชีวิตคนเมือง..... ปัจจุบันปรับเปลี่ยนเป็นตลาดสำหรับผู้มาเยือน โดยเฉพาะไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แหนม แคบหมู ดอกไม้ ผลไม้เมืองหนาว และผลไม้ตามฤดูกาล สินค้าพื้นเมือง เป็นแหล่งรวมอาหารพื้นเมืองและของฝากจากเชียงใหม่ ที่ใหม่สด สะอาด อร่อยและราคาสมเหตุสมผล
.....
..........

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

วัดพระธาตุดอยคำ เชียงใหม่

วัดพระธาตุดอยคำ เชียงใหม่......
....ใครหลายต่อหลายคน เมื่อได้มาเที่ยวเชียงใหม่ คงมีโปรแกรมการเที่ยวสวนราชพฤกษ์ หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศในนามมหกรรมพืชสวนโลกเมื่อปี พ.ศ. 2549  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาชม หากแหงนหน้ามองบริเวณฉากหลังของ“หอคำหลวง”จะมองเห็นพระพุทธรูปองค์สีขาว สุกสกาว ขนาดมหึมา ตั้งเด่นตระหง่านอยู่บนยอดดอยที่มีความเขียวขจีของต้นไม้น้อยใหญ่.....
.....แต่ว่าน้อยคนนักที่จะทราบว่า ดอยที่เขียวขจีลูกนี้ เป็นที่ตั้งของ “วัดพระธาตุดอยคำ” วัดที่มีประวัติอันเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ มานานกว่า 1,300  ปี และที่สำคัญภายในวัดมีลานชมวิว ซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของสวนราชพฤกษ์ ทั้งกลางวันและกลางคืนได้อย่างชัดเจน.....
วัดพระธาตุดอยคำ  ตามประวัติ เมื่อ พ.ศ. 2509 กล่าวไว้ว่า ขณะนั้นวัดดอยคำเป็นวัดร้าง ต่อมากรุแตกชาวบ้านพบโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น พระรอดหลวง พระหินทรายปิดทององค์ใหญ่ พระสามหมอ (เนื้อดิน) ซึ่งนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดพระธาตุดอยคำ พระธาตุดอยคำนอกจากจะเป็นที่สักการะบูชาของคนท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งหนึ่งของการบินไทยที่ใช้กำหนดพื้นที่ทางสายตา ก่อนที่จะนำเครื่องบินลงจอดที่สนามบินเชียงใหม่อีกด้วย.....
 .....วัดพระธาตุดอยคำ เป็นวัดที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ต.แม่เหี๊ยะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และใกล้เคียงมาตั้งแต่โบราณ และเป็นอีกวัดหนึ่งในเชียงใหม่ ที่มีความน่าสนใจในด้านการท่องเที่ยว การศึกษาศิลปะและวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวล้านนาโบราณ  ต้นเหตุแห่งการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ สืบเนื่องมาจาก เจ้าแม่อินหวัน ณ เชียงใหม่ ผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว หลังจากนั้นประมาณหนึ่งอาทิตย์  เจ้ากุลวงศ์ ทายาทคนหนึ่งของท่านฝันว่า เจ้าแม่ขอให้สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานไว้บนที่สูง เพื่อให้ชาวบ้านได้กราบไหว้บูชาจากระยะไกลได้.....
ภาพประกอบ วัดพระธาตุดอยคำจังหวัดเชียงใหม่
.........

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

โตเกียว ยากินิกุ บุฟเฟ่ร้านปิ้งย่าง สไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ เชียงใหม่

..........โตเกียว ยากินิกุ บุฟเฟ่ร้านปิ้งย่าง สไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ มีทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู และ อาหารทะเล ให้ปิ้งย่าง แบบจุใจ.....

..... ร้านนี้ ตกแต่งในแบบญี่ปุ่น หน้าร้าน มีโคมแดง อันใหญ่เป็นจุดเด่น ภายในร้านก็มีของตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นมากมาย ทำให้เวลากิน เหมือนกินอยู่ที่ญี่ปุ่นจริงๆ บุฟเฟ่ต์ของร้านนี้ มีให้เลือก หลายราคา เริ่มต้นตั้งแต่ 399 บาท ไปจนถึง 799 บาท แต่ละ ราคา ก็จะมีเนื้อในเซตแตกต่างกันไป .....

.....เมื่อจัดการสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว ของที่สั่งก็ทยอยมา มี เครื่องเคียงต่าง ๆ กินกับเนื้อย่าง ผักสด ซุปเต้าหู้ ซุปสาหร่าย เมื่อ พระเอกของเรา เนื้อสีสวยๆ มีไขมันแทรกพอดีๆ มาถึง เราก็เริ่มลงมือปิ้งทันที พอเนื้อสุกได้ที่แล้ว ก็จิ้มน้ำจิ้ม วางบนผักสด ห่อ แล้วกิน อร่อยมากๆ เนื้อนุ่ม หอมมม มากกกก.....   

.....นำ้จิ้มของที่นี่ มีให้เลือก สามแบบ ทั้งแบบซอสญี่ปุ่นแท้ หรือ ใครชอบแบบไทยๆ ก็มี น้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน และ น้ำจิ้มแจ่ว ให้เลือก นอกจากเนื้อวัวแล้ว ก็ยังมีเนื้อหมู ไก่ อาหารทะเล กุ้ง หอย ปลาหมึก ที่คัดมาอย่างดี ให้ปิ้งแบบจุใจ และยังมีผักหลากหลายชนิดให้ปิ้งแก้แลี่ยนได้ดี ......

แล้วที่ชอบมากๆ ของร้านนี้ คือ เวลาปิ้ง ไม่มีควันออกมามาก ถือว่าเตาดูดควันได้ดีเลยทีเดียว เพราะรู้สึกไม่ค่อยมีกลิ่นควันอาหารติดตัวมาหลังจากกินเสร็จ  

ถือว่าร้านนี้เป็นร้านปิ้งย่าง แนะนำอีกร้านเลย ลองแวะไปชิมได้ ร้านอยู่ ตรงข้าม warm up นิมมาน จะเห็นร้านกาแฟดอยช้าง เดินเข้าไปในโครงการรูม ร้านอยู่กลางๆ มีโคมญี่ปุ่นสีแดงใหญ่ๆหน้าร้าน   

*** มีเวลาในการอร่อย 2 ชั่วโมง ***

. ........

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

สงกรานต์จังหวัดเชียงใหม่ 2556

ประชาชนซื้อเสื้อลายดอกใส่เที่ยวสงกรานต์คึกคัก.....
ร้านค้าจัดเสื้อไซด์บิ๊กรองรับชาวต่างชาติร่างใหญ่.....

.....สงกรานต์เชียงใหม่คึกคัก พ่อค้าแม่ค้านำเสื้อผ้าลายดอกออกขายรับเทศกาลสงกรานต์กันแล้ว บางแห่งจัดไซด์บิ๊กขนาดยักษ์เอาใจชาวต่างชาติร่างใหญ่สวมใส่เสื้อลายดอกเล่นน้ำได้ เพื่มสีสันและลายผ้าสวยงามคงทน จำหน่ายราคาถูกเน้นปริมาณการขาย.....

        .....เมื่อวันที่ 10 เม.ย.56 สำหรับบรรยากาศวันสงกรานต์ในจังหวัดเชียงใหม่ พ่อค้าแม่ค้าหลายแห่งเฉพาะที่ขายเสื้อผ้าให้สวมใส่ได้เริ่มนำเสื้อลายดอกสีสันสวยงามออกขายสร้างสีสันในช่วงเทศกาลสงกรานต์กันแล้วหลายแห่ง โดยต่างโปรโมทความสวยงามของสีสันลายเสื้อผ้า รวมไปถึงราคาที่ถูกและขนาดไซด์ที่มีการเพิ่มไปจนถึงบิ๊กไซด์ขนาดใหญ่เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มีขนาดตัวใหญ่สามารถที่จะซื้อเสื้อลายดอกสวมใส่เล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์ได้

       ที่ร้านคุณเล็กเชียงใหม่ ที่ตั้งในศูนย์การค้าบุรีแสควร์ ริมถนนท่าแพ ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ก็เป็นอีกร้านขายส่งรายใหญ่ ที่ตั้งในย่านทำเลการท่องเที่ยว และมีการนำเสื้อผ้าลายดอกออกมาวางโชว์ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าซื้อจับจ่ายเสื้อผ้าไปใส่กันในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ โดยทางร้านได้ระบุขนาดไซด์เสื้อลายดอกบนป้ายขนาดใหญ่หน้าร้าน ว่ามีจนถึง 5x ซึ่งเป็นขนาดบิ๊กไซด์ที่คนอ้วนหรือรูปร่างยักษ์โดยเฉพาะชาวต่างชาติสามารถที่จะสวมใส่ได้ ตามสโลแกนของทางร้านคือ Cheaper than Bangkok หรือถูกกว่ากรุงเทพ.....

        .....นายพลวัต มงคล อายุ 61 ปี เจ้าของร้านเปิดเผยว่า ในช่วงนี้จะเน้นชุดเสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิงในชุดลายดอกหรือชุดชายทะเลซัมเมอร์ แนวพักร้อนใส่สบายเล่นน้ำสงกรานต์ ซึ่งจัดขายในช่วงนี้ทุกปี โดยตอนนี้ตัวเลขการขายเสื้อผ้าลายดอกปีนี้สูสีกับปีที่ผ่านมา รออีกซักสามสี่วันตัวเลขน่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมาแน่ ปีนี้จัดเสื้อผ้าเอาลงเยอะกว่าปีที่ผ่านมาถึงสามเท่าตัว ทางร้านเราจำหน่ายตั้งแต่ขนาดไซด์เล็กสุดคือไซด์ s ไปจนถึงบิ๊กไซด์ 5x เลย ซึ่งทางร้านมีรับรองให้ลูกค้าทุกขนาด โดยเฉพาะฝรั่งคนอ้วนก็จะมาเลือกซื้อที่ร้านกันมาก โดยเสื้อของเราลายดอกสีสันสวยงามไม่เหมือนใคร นำไปซักก็สีไม่ตก บางที่เอาไปเครื่องซักผ้าปั่นแล้วจะยุ่ยหมดเลย แต่ของที่ร้านจะทนทานกว่า โดยจำหน่ายตั้งแต่ราคา 199 บาทไปจนถึง 299 บาทต่อตัว โดยไซด์ 5x จำหน่าย 299 บาท เพราะใช้ผ้าเยอะเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ สำหรับยอดการจำหน่ายซื้อผ้าโดยเฉพาะลายดอกตอนนี้ จำหน่ายให้ร้านค้าเสื้อผ้าเอาไปขายต่อ 10 - 15 รายต่อวัน ลูกค้าที่เข้ามาซื้อเองวันละ 40 - 50 รายต่อวัน.....

.....ข่าวโดยทีมข่าว cm108.com .

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

.....ชุติมณฑน์ เรสซิเด้นท์ Shutimol Residence hotel.....



.....ข้อมูลโรงแรม - ชุติมณฑน์ เรสซิเด้นท์

ชุติมณฑน์ เรสซิเด้นท์ โรงแรมระดับมาตรฐาน เปิดใหม่ ตั้งอยู่บนถนนลอยเคราะห์ พร้อมบริการที่พักอันแสนสงบใจกลางเมืองในบรรยากาศภายในที่สบายๆและสถานที่ .....ตั้งใกล้กับเชียงใหม่ไนท์บาซ่าร์ ห้องทุกห้องได้รับการตกแต่งด้วยศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เหมาะสำหรับผู้ที่มาพักเป็นกลุ่มหรือเป็นครอบครัว พร้อมการดูแลต้อนรับอันอบอุ่นและเป็นกันเองของพนักงานที่นี่ ซึ่งทุกคนพร้อมจะดูแลท่านเป็นอย่างดี

ห้องพัก - ชุติมณฑน์ เรสซิเด้นท์.....

.....ชุติมณฑน์ เรสซิเด้นท์ เป็นโรงแรมขนาดเล็ก มีห้องพักบริการทั้งหมด 6 ห้อง ตกแต่งในสไตล์บูติคล้านนา มีประเภทเดียว ได้แก่ Superior ภายในห้องประกอบด้วย โทรทัศน์(เคเบิล) ,เครื่องปรับอากาศ, ตู้เย็น, อ่างอาบน้ำ, เครื่องทำน้ำอุ่น

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพัก.....

* .....โทรทัศน์ (เคเบิล)
* เครื่องปรับอากาศ
* ตู้เย็น
* อ่างอาบน้ำ
* .....เครื่องทำน้ำอุ่น

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม

* ที่จอดรถ
*..... .....รูมเซอร์วิส 24 ช.ม.

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

.....เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี.....


.....เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ดำเนินการภายใต้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่าง ยั่งยืน (องค์การมหาชน )ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ในพื้นที่ตำบลแม่เหียะ  ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง และตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 10 กิโลเมตร

ส่วนแสดงสัตว์ในโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ประกอบด้วย

-Jaguar Trail .....นักท่องเที่ยวสามารถเดินพักผ่อนได้ตามอัธยาศัยรอบทะเลสาบ (Swan Lake) ระยะทาง 1.2 กม. โดยมีจุดเริ่มต้นจากอาคารลานนาวิลเลจด้านร้านอาหาร และสิ้นสุดที่ทางออกใกล้เรือนวารีกุญชร ตลอดระยะทางจะพบกับสัตว์ป่ามากกว่า 400 ตัว หรือ 50 ชนิด อาทิเช่น เสือขาว เสือจากัวร์ หนูยักษ์คาปิลาลา เสือลายเมฆ สมเสร็จบราซิล ม้าแคระ ฮิปโปแคระ ลิงอุรังอุตัง เสือดำ ลิงกระรอก หมีโคอาล่า แมวดาว นกกระเรียนหงอนพู่ นากใหญ่ขนเรียบ ลามา นกคลาสโซโนวี่ เสือปลา ฯลฯ
.....-Predator Prowl ส่วนแสดงสัตว์ป่าประเภทสัตว์กินเนื้อ ประมาณ 200 ตัว นักท่องเที่ยวจะสัมผัสความตื้นเต้นกับสัตว์นักล่าที่มึความดุร้ายโดยรถ Tram ขนาด 60 ที่นั่ง ตามระยะทาง 2.13 กม. อาทิเช่น เสือโคร่งขาว เสือโคร่งอินโดจีน เสือโคร่งเบงกอล สิงโต หมาป่าแอฟริกา หมีควาย หมีหมา กวางเจมส์บ็อค กวางไนยาร่า กวางขาวสปริงบ็อค กวางดำสปริงบ็อค หมาจิ้งจอก อูฐสองโหนก ฯลฯ

-Savanna Safari ส่วนแสดงสัตว์ป่าประเภทสัตว์กีบและสัตว์กินพืชที่มีถิ่นอาศัยในแถบทุ่งหญ้า ซาวันนา ประมาณ 320 ตัว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด โดยรถ Tram ขนาด 60 ที่นั่ง ตามระยะทาง 2.43 กม. อาทิเช่น เลียงผา กวางผา กระทิง แรดขาว ไฮยีน่า เสือชีต้า วีลด์เดอบีส ยีราฟ จามรี ละอง ละมั่ง กวางกาเซลล์ หมูป่า กวางบาราสิงกา ฯลฯ โดยระหว่างทางนักท่องเที่ยวจะพบกับสถาปัตยกรรมจำลองเวียงกุมกาม ซึ่งสะท้อนถึงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่

.....-และใน พื้นที่บริการจะเป็นหมู่บ้านล้านนา ซึ่งเป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมก่อสร้างที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบแอฟริกาและ ไทยลานนา ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์อาหาร ศูนย์รวมสินค้า OTOP ของที่ระลึก และเป็นถานีรับ-ส่งนักท่องเที่ยวไปยังส่วนแสดงสัตว์ และด้านข้างอาคารยังมีลานน้ำพุดนตรี (Fun Plaza) สำหรับเด็กๆ ได้เล่นน้ำขณะรอขึ้นรถ

.....อัตราค่าเข้าชม

กลางวัน
  ชาวไทย              . .... ชาวต่างชาติ
  เด็ก     25            เด็ก     50
  ผู้ใหญ่  50            ผู้ใหญ่  100

  กลางคืน
  ชาวไทย              ชาวต่างชาติ
  เด็ก     125          เด็ก     300
  ผู้ใหญ่  250          ผู้ใหญ่  500

.....เวลาเข้าชม
ช่วงกลางวัน
  จันทร์-ศุกร์ 13.00-16.00
  เสาร์-อาทิตย์ 10.00-16.00
ช่วงกลางคืน
  ทุกวัน 18.00-24.00

หมายเหตุ
- เข้าฟรี : สำหรับเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 100 ซม.
- รถลากพ่วง : ให้บริการระหว่างเวลา 19.00-22.30 น.

การ เดินทาง จากเมืองเชียงใหม่ไปตามถนนห้วยแก้ว เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 121 ไปอำเภอหางดง ประมาณ 10 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี.....

ที่พัก เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี รีสอร์ท บริการบ้านพัก และสถานที่ตั้งเต็นท์พักแรมสำหรับนักท่องเที่ยว สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร. 0 5399 9015, 0 5399 9079, 0 5399 9000..... 

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

วัดพระสิงห์วรวิหาร เชียงใหม่

..............
..... วัดพระสิงห์วรวิหาร อยู่ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญในประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดินล้านนามานับแต่อดีต พญาผายูกษัตริย์องค์ที่ 5 ในราชวงศ์มังรายโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้น ในปีพ.ศ. 1888 พร้อมทั้งสร้างพระเจดีย์สูง 24 ศอกองค์หนึ่ง เพื่อใช้เป็นที่บรรจุอัฐิของพญาคำฟู พระราชบิดา มีพระพุทธรูปที่สำคัญอยู่องค์หนึ่งคือพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปปาง มารวิชัยขัดสมาธิเพชร 

.....ตามประวัติของพระพุทธสิหิงส์นั้นเล่าไว้ว่า พระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์เม็งราย ผู้ครองนครเชียงใหม่ ทรงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงรายเพื่อไปประดิษฐานไว้ยัง วัดสวนดอก แต่พอราชรถมาถึงวัดลีเชียง ก็ปรากฎว่าติดขัดไม่สามารถเดินทางต่อไปได้อีก ดังนั้นพระเจ้าแสนเมืองมาจึงให้ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ไว้ที่วัดลีเชียงนี้ ประชาชนนิยมเรียกพระพุทธสิงหิงค์สั้น ๆ ว่า พระสิงห์ จึงได้เรียกชื่อวัดพระสิงห์

.....เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ชาวเมืองจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้แห่ไปตามถนนรอบ เมืองเพื่อให้ประชาชนสรงน้ำโดยทั่วกัน ในวิหารลายคำซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ยังมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง สุพรรณหงส์ และสังข์ทองซึ่งพบเพียงที่นี่แห่งเดียว ยังมีศิลปกรรมอื่นๆ ที่น่าชม ได้แก่ พระอุโบสถตกแต่งแบบศิลปะล้านนา หอไตรประดับด้วยรูปปูนปั้นเทวดา และเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา 

.....ความเชื่อและวิธีการบูชา พระธาตุเจดีย์วัดพระสิงห์ถือเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีมะโรง (งูใหญ่) หากได้มานมัสการอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งแล้ว จะเป็นมงคลสูงสุดทำให้อายุมั่นขวัญยืน มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป.....

สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ
.....ทางลาด  ทางวัดจัดทางลาดสำหรับเข้าห้องส้วมไว้ คนที่ใช้ Wheel Chair  สามารถใช้งานได้
.....ป้ายสัญลักษณ์  ในวัดที่จัดไว้เป็นป้ายห้องส้วมสาธารณะ
ห้องส้วม  สร้างไว้ 2 ห้องแยกชายหญิง รวมถึงมีห้องผู้สูงอายุ และห้องเด็กอีกด้วย......

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร (Doi suthep) เชียงใหม่

.....วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เดินทางตามถนนห้วยแก้ว ผ่านอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ไปตามทางคดเคี้ยวขึ้นเขา ระหว่างทางจะมองเห็นตัวเมืองเชียงใหม่อยู่เบื้องล่าง ระยะทางจากเชิงดอยถึงวัดประมาณ 11 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง วัดพระธาตุดอยสุเทพนี้เป็นปูชนียสถานคู่เมืองเชียงใหม่นับตั้งแต่โบราณกาล นักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาที่จังหวัดนี้จะต้องขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุกัน ทุกคน ถ้าหากใครไม่ได้ขึ้นไปนมัสการแล้ว ถือเสมือนว่ายังมาไม่ถึงเชียงใหม่.....

.....ตามประวัติแห่งดอยสุเทพนั้นเชื่อกันว่า เดิมภูเขาแห่งนี้เป็นที่อยู่ของฤาษีนามว่า "สุเทวะ" ซึ่งตรงกับคำว่าสุเทพอันเป็นที่มาของชื่อดอยสูงแห่งนี้ โดยวัดพระธาตุดอยสุเทพนี้สร้างขึ้นเมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ในสมัยพระเจ้ากือนาธรรมิกราช เจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 6 เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ได้ทรงอัญเชิญมาจากเมืองศรีสัชนาลัย

ตามตำนานเล่าว่า พระเจ้ากือนาธรรมิกราชทรงแยกพระบรมสารีริกธาตุไว้เป็นสองส่วน โดยอัญเชิญองค์หนึ่งบรรจุไว้ที่พระธาตุวัดสวนดอก .....ส่วนอีกองค์หนึ่งได้อัญเชิญขึ้นบนหลังช้างมงคล โดยพระเจ้ากือนาธรรมิกราชทรงตั้งจิตอธิษฐานเสี่ยงทายว่าหากช้างเชือกนั้น หยุดลงตรงที่ใดก็จะให้สร้างพระธาตุขึ้น ณ ที่แห่งนั้น ซึ่งช้างเชือกดังกล่าวได้มาหยุดลงตรงยอดดอยสุเทพแห่งนี้ โดยทำทักษิณาวรรตสามรอบก่อนที่จะล้มลง (ตาย) ดังนั้นพระเจ้ากือนาธรรมิกราชจึงทรงรับสั่งให้สร้างพระบรมธาตุอันเป็นที่ ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุ ณ ยอดดอยสุเทพ อยู่คู่ฟ้าคู่ดินเชียงใหม่มานับแต่นั้น วัดพระธาตุดอยสุเทพตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ผู้ที่เดินทางมาสักการะที่วัดแห่งนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ได้อย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นบันไดนาคไป 300 ขั้น เพื่อไปยังวัด หรือใช้บริการรถกระเช้าขึ้น-ลงดอยสุเทพได้ ระหว่างเวลา 05.30-19.30 น.

งานประเพณีเตียวขึ้นดอยเพื่อสักการะพระธาตุดอยสุเทพจัดเป็นประจำทุกปี โดยมีขึ้นก่อนหน้าวันวิสาขบูชา 1 คืน .....ในงานจะมีขบวนแห่น้ำสำหรับสรงพระธาตุโดยมีพระสงฆ์ สามเณร และพุทธศาสนิกชนจากชุมชนต่าง ๆ มาร่วมขบวนแห่ขึ้นดอยเป็นจำนวนมาก

ความเชื่อและวิธีการบูชา  เชื่อกันว่าหากมาสักการะและอธิษฐานขอพรพระธาตุดอยสุเทพ จะมีแต่ความสำเร็จสมหวังดังปรารถนา แคล้วคลาด ผ่านอุปสรรคนานาไปได้ ในการสักการะพระธาตุนั้น ควรเตรียมข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียนแล้วเดินเวียนขวา 3 รอบ พร้อมกล่าวคำนมัสการพระธาตุ โดยตั้งจิตอธิษฐานขอให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา และควรไหว้พระธาตุให้ครบทั้ง 4 ทิศ ซึ่งให้อานิสงส์ที่ต่างกัน คือ ทิศเหนือขอให้มีปัญญาดุจพระจัทร์เพ็ญ ทิศใต้ ขอให้ได้เป็นพระภิกษุสงฆ์ได้บวชในบวรพุทธศาสนา ทิศตะวันออกขอให้ได้ขึ้นสวรรค์ ทิศตะวันตกเป็นการเคารพบูชาสูงสุดต่อพระธาตุ สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อได้มานมัสการพระธาตุดอยสุเทพแล้ว ควรมากราบอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ที่ประดิษฐานอยู่ตรงเชิงดอยสุเทพเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย

.....การเดินทางจากตัวเมืองสามารถเดินทางโดยใช้เส้นทางผ่านหน้ามหาวิทยาลัยและสวนสัตว์ เชียงใหม่ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีรถส่วนตัวสามารถเดินทางมาที่วัดโดยรถสองแถว ประจำทางจากบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้านถนนห้วยแก้ว ซึ่งบริการระหว่างเวลาประมาณ 05.00-17.00 น. 

.....สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ
ทางลาด  .....มีทางลาดหลายจุด ส่วนใหญ่มีความชัน ควรมีผู้ช่วยเหลือผู้ที่ใช้ Wheel Chair ในการขึ้นทางลาด
ป้ายสัญลักษณ์  มีหลายจุดได้แก่ทางไปลิฟต์ ด้านหน้าลิฟต์ และบริเวณห้องส้วม.....
ห้องส้วม  มีห้องส้วมเฉพาะสำหรับคนพิการแบบไม่แยกเพศจำนวน 2 ชุด
ลิฟต์  ทางพระธาตุดอยสุเทพจัดลิฟต์สำหรับคนพิการไว้ 1 ตัว
ราวจับ  มีราวจับบริเวณบันไดและทางลาดเกือบทุกจุด..........

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์







.....พระบรมราชานุสรณ์สามกษัตริย์ ตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เดิมพระบรมรูป "สามกษัตริย์" หล่อด้วยทองเหลืองและทองแดงรมดำ มีขนาดเท่าครึ่ง จากพระบาทถึงพระเศียรไม่รวมยอดมงกุฏ มีความสูง ๒๗๐ เมตร ออกแบบและทำการ ปั้นหล่อโดยคุณไข่มุกด์ ชูโต ใช้เวลา ๑๐ เดือน ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ สามกษัตริย์ จากกรุงเทพมหานครขึ้นประดิษฐานบนแท่นพระบรม ราชานุสาวรีย์ ในวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖ เวลา ๑๑.๔๙ น. พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ คือ พญามังราย พญาร่วง และพญางำเมือง ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่พระมหากษัตริย์สาม พระองค์มาทรงร่วมกันวางแผนการสร้างเมืองเชียงใหม่ ซึ่งปรากฏคำจารึกฐาน พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ กล่าวคือพญามังรายประสูติ เมื่อปีกุน พ.ศ. ๑๗๘๒ พระองค์ทรงครองเมืองเงินยางเชียงแสนแทนพญาลาวเม็ง พระราชบิดา...... เมื่อ พ.ศ. ๑๘๐๒ ทรงพระปรีชาสามารถกล้าหาญเป็นเยี่ยมสามารถ รวบรวมแคว้นและเมืองต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักรล้านนาไทย และได้ทรงตรากฏหมาย "มังรายศาสตร์" ขึ้นเป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง พระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์มังราย เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๙ โดยมีพระราชวงศ์สืบ ต่อกันมาอีก ๑๗ พระองค์ พญามังรายสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๖๐ สิริพระชนมายุได้ ๗๙ ชันษา..... 
    
พญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหงมหาราช).... พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัยพระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่สามของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงพระบรมเดชานุภาพมากเมื่อพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา ได้กระทำยุทธหัตถีชนะขุนสามชนเจ้า เมืองฉอด ปรากฏพระเกียรติยศไพศาลเป็นที่คร้ามเกรงแก่บรรดาหัวเมืองต่างๆ สมัยนั้น พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองและอาณา ประชาราษฎร์ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทุกถ้วนหน้า และได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทย เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๖ ซึ่งใช้สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ทรงครองราชย์เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๘๒๒ และสิ้นพระชนม์เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๘๔๒ .....
    
พญางำเมือง ประสูติเมื่อปีจอ พ.ศ. ๑๗๘๑ ทรงปกครองเมืองพะเยาสืบต่อจากพญามิ่งเมืองพระราชบิดา เมื่อ พ.ศ. ๑๘๐๑ เมื่อทรงพระเยาว์ได้ศึกษาศิลปวิทยาร่วมสำนักอาจารย์เดียวกับพญามังราย จึงเป็นพระสหายสนิทแต่นั้นมา..... พระองค์ทรงอานุภาพเสมอ เท่าเทียมกันในการปกครองบ้านเมืองนั้น ได้ทรงใช้วิเทโศบายผูกมิตรไมตรีกับอาณาจักรใกล้เคียง บ้านเมืองจึงร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา 
    
.....พระราชาธิราชทั้งสามพระองค์ ได้ทรงกระทำสัตย์ปฏิญาณผูกมิตรทรงดื่มน้ำสัตยาผสมโลหิตจากนิ้วพระหัตถ์ เพื่อเป็นมิตร น้ำร่วมสาบานไม่เป็นศัตรูต่อกัน ณ ฝั่งแม่น้ำอิง เขตเมืองพะเยา .....
    
. ....เมื่อพญามังรายได้ทรงสร้างเมืองเชียงรายแล้ว ต่อมาได้ทรงสร้างเมืองฝางและตีได้เมืองหริภุญไชยจากพญายีบาได้สร้าง เวียงกุมกาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอสารภี ภายหลังทรงพบชัยภูมิเมืองอันเป็นศุภนิมิตรมงคล ๗ ประการ เป็นที่ราบริมน้ำปิงกับ ดอยสุเทพ พญามังรายจึงได้เชิญพระสหาย คือ พญาร่วงและพญางำเมืองมาร่วมปรึกษาหารือ..... ตั้งพิธีกัลปบาตฝังนิมิตหลักเมือง ในวัน พฤหัสบดี เพ็ญเดือน ๖ พ.ศ. ๑๘๓๙ จันทร์เสวยฤกษ์ ๑๖ ยามแตรจักใกล้รุ่งไว้ลัคนาเมืองในราศรีมินอาโปธาตุ สร้างเสร็จในปีเดียวกันขนานเมือง ใหม่นี้ว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เมืองเชียงใหม่" .....

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

จิตรกรรม ฝาผนังในวิหารลายคำวัดพระสิงห์

จิตรกรรม ฝาผนังในวิหารลายคำวัดพระสิงห์.....


ข้อมูลที่มา : นิตยสาร chiangmaimag
website :www.magazinechiangmai.com
..... วัดพระสิงห์วรมหาวิหารเป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญคู่เมืองเชียงใหม่ ภายในวัดมีศิลปกรรมที่สร้างด้วยช่างฝีมือชาวล้านนาที่สวยงาม เช่นวิหารหลวงที่สร้างเมื่อครั้งครูบาศรีวิชัย, หอไตรศิลปะแบบล้านนา, เจดีย์ทรงระฆังคว่ำศิลปกรรมล้านนาและวิหารลายคำที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปเก่าแก่คู่เมืองเชียงใหม่อีกองค์หนึ่ง
ความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมล้านนาในวัดพระสิงห์นั้น ได้ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันมาเยี่ยมชมความสวยงาม ของวัดนี้เป็นจำนวนมาก จนชื่อเสียงของวัดพระสิงห์แผ่ขยายออกไปทั่วโลก สำหรับความเป็นมาของการสร้างวัดอันยาวนาน หลักฐานท้องถิ่น เช่น ตำนานมูลศาสนา ,ตำนาน 15 ราชวงศ์ ได้ระบุว่า พญาผายู (พ.ศ.1879 -1898) โปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ.1887 เพื่อประดิษฐานเจดีย์บรรจุพระอัฐิธาตุของพระราชบิดาคือ พญาคำฟู (พ.ศ.1877-1879) แต่เดิมวัดนี้มีชื่อเรียกว่า วัดพระเชียง แต่เนื่องจากที่ตั้งของวัดนี้อยู่หน้าตลาดกลางเวียง (กาดลี) ชาวบ้านในสมัยนั้นจึงเรียกว่า วัดลีเชียงพระ ซึ่งแปลว่า วัดตลาดเมือง.....
ในสมัยพญาแสนเมืองมา พระองค์ได้ทำการสู้รบกับพญาพรหมแห่งเมืองเชียงรายจนชนะ พระองค์จึงได้นำพระพุทธสิหิงค์จากเชียงรายมาประดิษฐานที่วัดพระเชียง หรือ วัดลีเชียงพระตั้งแต่นั้นมา วัดพระสิงห์ผ่านยุคสมัยมาหลายกาลเวลา โบราณสถานต่างๆ ภายในวัดจึงปรากฏคล้ายเดิมของรูปแบบศิลปกรรมของช่างในสมัยก่อน
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกที่อยู่คู่เชียงใหม่มาทุกยุคสมัย ถือเป็นวัดเก่าแก่สำคัญวัดหนึ่งของเชียงใหม่มีประวัติการก่อสร้างยาวนานถึง 640 ปี วัดนี้ในอดีตเคยเป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางเมืองเชียงใหม่ ความเป็นมาที่เกี่ยวพันกับชื่อวัดพระสิงห์ที่สำคัญเห็นจะได้แก่.....
เมื่อครั้งที่ท้าวมหาพรหม เจ้าเมืองเชียงรายไปได้พระพุทธสิหิงค์ หรือที่ชาวเชียงใหม่เรียกว่า พระสิงห์ มาจากเมืองกำแพงเพชรและได้นำขึ้นมาถวายให้พระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์เมืองเชียงใหม่นั้น พระองค์ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงเรือขึ้นมาตามแม่น้ำปิง เมื่อขบวนเรือมาถึงเชียงใหม่ เป็นเวลาค่ำแล้วจึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ขึ้นจากเรือ แล้วนำไปประดิษฐานไว้บนบกที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางฝั่งตะวันออกแม่น้ำปิง.....
ปรากฏว่าในคืนนั้นได้เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์ขึ้น โดยได้มีแสงสว่างลุกโชติช่วงขึ้นที่องค์พระพุทธสิหิงค์ แสงสว่างนี้เป็นลำยาวขึ้นไปบนท้องฟ้าพาดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ที่พบเห็นต่างเชื่อว่า นี่เป็นอภินิหารของพระพุทธสิหิงค์ ต่างพากันมากราบไหว้ด้วยความศรัทธา จากนั้นจึงนำขึ้นประดิษฐานบนราชรถบุษบก ตั้งขบวนแห่แหนลากจากท่าน้ำวังสิงห์คำ เพื่อจะนำไปประดิษฐานที่วัดสวนดอก แต่พอขบวนลากราชรถมาถึงวัดลีเชียงพระ ราชรถก็หยุดเสียเฉยๆ แม้ผู้คนจะช่วยกันลากอย่างไรก็ไม่ไป.....
พระเจ้าแสนเมืองมา จึงได้อาราธนาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์เข้าประดิษฐานไว้ในวิหารวัดลีเชียงพระ แล้วจัดให้มีการฉลองสมโภชขึ้น นับแต่นั้นมา พระพุทธสิหิงค์จึงได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดลีเชียงพระ ผู้คนชาวเชียงใหม่จึงเรียกวัดนี้ใหม่ว่า วัดพระสิงห์ สมัยก่อนที่วัดนี้จะถูกเรียกว่าวัดพระสิงห์นั้น เดิมมีชื่อว่า วัดลีเชียงพระ เพราะตั้งอยู่ใกล้ตลาด ชาวบ้านเรียกตลาดที่อยู่กลางเวียงว่า ?กาดลี? คำว่า ?เชียง? ก็คือ เวียง หรือ เมือง ดังนั้นวัดที่ตั้งอยู่ใกล้ตลาดเมืองจึงเรียกว่า วัดลีเชียงพระ ซึ่งแปลว่า วัดตลาดเมือง ครั้นเมื่อพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ลำดับที่ 8 แห่งราชวงศ์มังรายได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเมืองเชียงรายมาประดิษฐานไว้ ที่วัดนี้ แล้วจึงเรียกชื่อว่า วัดพระสิงห์.....
วัดพระสิงห์ ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองเชียงใหม่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ในบริเวณวัดมีโบราณสถานที่สำคัญและเก่าแก่ เช่น วิหารวัดพระสิงห์ เดิมสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากาวิโรรส ต่อมาเมื่อวิหารชำรุดทรุดโทรมลง ศรัทธาประชาชนจึงไปนิมนต์ครูบาศรีวิชัยมาบูรณะและสร้างใหม่หมดทั้งหลัง ซึ่งสร้างเป็นศิลปแบบล้านนาผสมเชียงแสน ความโดดเด่นของวิหารวัดพระสิงห์ก็คือความชันของหลังคาจะกลมกลืนกับตัวอาคาร ที่สร้างด้วยอิฐฉาบปูน ครึ่งอิฐครึ่งไม้มีฝากบ..... แผนผังของโบสถ์วิหารที่สร้างกันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดา โดยมากเป็นโรงใหญ่ไม่มีระเบียงล้อมรอบ ดังนั้นเสาภายนอกอาคารจึงไม่แสดงความสำคัญเหมือนโบสถ์วิหารในรุ่นต่อมา ประตูทางเข้ามักจะมีรูปปั้น มีซุ้ม ส่วนมากจะทำเป็นรูปพญานาค สิงห์ หรือนกยูง อันเป็นศิลปะของพุกาม
ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำวัดพระสิงห์เขียนขึ้นในราวสมัยรัชกาลที่ 5 โดยฝีมือของ เจ็กเส็ง เป็นจิตรกรรมที่มีความสวยงาม มีอิทธิพลศิลปะจากกรุงเทพฯผสมผสานกับแบบประเพณีท้องถิ่นล้านนาที่ยังปะปนกับ อิทธิพลศิลปะตะวันตกด้วย ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังของวัดพระสิงห์เป็นภาพเขียนเรื่องสังข์ทองหรือสุวัณ ณสังขชาดก ซึ่งเป็น 1 ใน 50 เรื่องของปัญญาสชาดกหรือชาดกนอกนิบาต เป็นงานวรรณกรรมที่แต่งเลียนแบบชาดกโดยพระเถระชาวเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.2000-2200 นอกจากสุวัณณสังขชาดกแล้วยังมีเรื่องสมุทรโฆษชาดก สุธนชาดก รถเสนชาดก เป็นต้น.....
ปัญญาสชาดกแต่ละเรื่องมีลักษณะ 4 ประการคือ กล่าวว่าเป็นพุทธวจนะมีเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงปรารภเรื่องนั้น พระสาวกหรือบุคคลทูลถามแล้วจึงทรงเล่าและตอนจบมีเรื่องการกลับชาติ ปัญญาสชาดกนี้เคยเผยแพร่ไปถึงเมืองพม่า เรียกกันว่า ?เชียงใหม่ปัณณาส? กษัตริย์พม่าองค์หนึ่งดำรัสว่าเป็นหนังสือที่แต่งปลอมพระพุทธวจนะและสั่งให้ เผาเสีย
การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำวัดพระสิงห์ช่างเขียนสามารถกำหนด จินตนาการได้ตามอย่างที่ต้องการ โดยการเขียนภาพคนในลักษณะท่าทางต่างๆ มีการใช้สีที่สดใส บ่งบอกถึงอารมณ์และลูกเล่นของช่างในอดีต เป็นที่น่าสังเกตุว่าภาพคนที่เขียนนั้นเป็นการจำลองวิถีชีวิตของคนล้านนาใน สมัยก่อนซึ่งสังเกตุจากรอยสักบริเวณต้นขาของรูปคนในภาพ รวมทั้งการแต่งกายของผู้ชายที่นุ่งแต่ผ้าเตี่ยวมีผ้าสะพายพาดบ่าซึ่งเป็น ลักษณะของคนล้านนา.....
ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำของวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ถือเป็นงานฝีมือของช่างชั้นครูที่ปัจจุบันยังคงได้รับการอนุรักษ์ แม้ว่าตัววิหารลายคำจะผ่านการบูรณะซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง แต่ภาพเขียนฝาผนังยังคงได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี เมื่อมีโอกาสมาเที่ยววัดพระสิงห์ ลองแวะเข้าไปชมความสวยงามของภาพเขียนจิตรกรรมที่วิหารลายคำ.....